Desktop (UAT)
-Member
เข้าสู่ระบบ
TH
EN
หน้าแรก
สินค้าและบริการ
โปรโมชั่น
สาขาใกล้คุณ
สาระเรื่องรถ
เกี่ยวกับเรา
29 กรกฎาคม 2569

เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน สภาพถนนจะมีความเสี่ยงมากกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นถนนเปียก น้ำขัง หรือการมองเห็นที่ลดลง
สิ่งหนึ่งที่มีผลต่อความปลอดภัยในการขับขี่โดยตรง คือ ยางรถยนต์ เพราะยางเป็นจุดสัมผัสเดียวระหว่างรถกับพื้นถนน และมีหน้าที่สำคัญในการยึดเกาะถนน รีดน้ำ และช่วยให้รถควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากยางอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการลื่นไถล การเบรกไม่อยู่ หรือเกิดอาการเหินน้ำได้ง่ายขึ้น ดังนั้น ก่อนเข้าฤดูฝน ควร เช็กยางให้พร้อมก่อนลุยหน้าฝน โดยเฉพาะ 5 จุดสำคัญต่อไปนี้
ดอกยางเป็นส่วนที่มีหน้าที่รีดน้ำออกจากหน้ายางขณะขับขี่บนถนนเปียก เมื่อดอกยางมีความลึกเพียงพอ น้ำจะถูกระบายออกจากพื้นที่สัมผัสระหว่างยางกับพื้นถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพแต่หากดอกยางสึกมากเกินไป ความสามารถในการรีดน้ำจะลดลง ส่งผลให้รถมีโอกาสเกิดอาการเหินน้ำ (Hydroplaning) ซึ่งอาจทำให้สูญเสียการควบคุมรถชั่วขณะ สิ่งที่ควรตรวจสอบ ได้แก่
ดอกยางที่สมบูรณ์คือปัจจัยสำคัญที่สุดในการขับขี่บนถนนเปียกและช่วงฝนตกหนัก
หลายคนให้ความสำคัญกับดอกยาง แต่ละเลยเรื่องการตั้งศูนย์ล้อ ในความเป็นจริง ศูนย์ล้อที่ถูกต้องช่วยให้หน้ายางสัมผัสพื้นถนนได้เต็มประสิทธิภาพ
หากล้อไม่ได้ศูนย์ ยางอาจสึกเร็วกว่าปกติ และสึกไม่เท่ากันในแต่ละด้าน นอกจากทำให้อายุยางสั้นลงแล้ว ยังส่งผลต่อการยึดเกาะถนน โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนที่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุดจากยางรถยนต์ สัญญาณที่ควรตรวจสอบศูนย์ล้อ ได้แก่
การตั้งศูนย์ล้ออย่างเหมาะสมช่วยให้ยางสัมผัสถนนได้เต็มหน้า เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ช่วงหน้าฝน
คำตอบคือ ควร
เนื่องจากยางแต่ละตำแหน่งมีรูปแบบการสึกที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะรถขับเคลื่อนล้อหน้า ซึ่งยางคู่หน้ามักสึกเร็วกว่ายางคู่หลัง การสลับยางตามระยะที่เหมาะสม จะช่วยให้ดอกยางสึกใกล้เคียงกันทุกเส้น ประโยชน์ของการสลับยาง ได้แก่
โดยทั่วไป แนะนำให้สลับยางทุก 10,000 กิโลเมตร หรือเป็นไปตามคำแนะนำของผู้ผลิตรถยนต์ ยางที่สึกอย่างสม่ำเสมอจะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเมื่อขับขี่บนถนนเปียก

นอกจากดอกยางแล้ว แรงดันลมยางก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ลมยางที่เหมาะสมช่วยให้หน้ายางสัมผัสพื้นถนนได้อย่างถูกต้อง หากลมยางอ่อนเกินไป อาจทำให้ยางสึกเร็วกว่าปกติ และเพิ่มความร้อนสะสมขณะขับขี่ ในทางกลับกัน หากลมยางแข็งเกินไป อาจลดพื้นที่สัมผัสถนนและส่งผลต่อการยึดเกาะ แนวทางที่ควรปฏิบัติ ได้แก่
ลมยางที่เหมาะสมช่วยให้ยางทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ทั้งในเรื่องการยึดเกาะถนนและการรีดน้ำ
เจ้าของรถจำนวนไม่น้อยให้ความสำคัญกับดอกยาง แต่ลืมตรวจสอบอายุการใช้งานของยาง แม้ดอกยางจะยังเหลืออยู่ แต่เมื่อยางมีอายุมากขึ้น เนื้อยางจะเริ่มเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ ส่งผลให้ความยืดหยุ่นลดลง และประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนอาจไม่ดีเท่าเดิม โดยทั่วไป ยางรถยนต์มีอายุการใช้งานประมาณ 4-5 ปี ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน การเก็บรักษา และสภาพแวดล้อม สัญญาณที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม ได้แก่
ยางที่มีอายุการใช้งานมาก แม้ดอกยางยังเหลืออยู่ ก็ควรได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญอย่างสม่ำเสมอ
การตรวจสอบสภาพยางด้วยตนเองเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ในหลายกรณี ปัญหาบางอย่าง เช่น การสึกผิดปกติของยาง การตั้งศูนย์ล้อ หรือสภาพช่วงล่าง อาจไม่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า การเข้ารับบริการตรวจเช็กยางจากผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยให้ทราบสภาพยางที่แท้จริง และสามารถวางแผนการดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะก่อนเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่ยางต้องทำงานหนักกว่าปกติ สำหรับผู้ใช้รถยนต์ทั่วไป การตรวจเช็กสภาพยาง ตั้งศูนย์ล้อ และประเมินความพร้อมของยางก่อนเดินทาง ถือเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากถามว่า ก่อนเข้าฤดูฝนควรเช็กอะไรเกี่ยวกับยางรถยนต์บ้าง คำตอบคือ
ทั้ง 5 ปัจจัยนี้ส่งผลโดยตรงต่อการยึดเกาะถนน การรีดน้ำ และการควบคุมรถบนถนนเปียก การเช็กยางให้พร้อมก่อนลุยหน้าฝน ไม่เพียงช่วยยืดอายุการใช้งานของยาง แต่ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารในทุกการเดินทาง
แชร์:
(ทุกวัน 8.00 - 21.00 น.)
customerservice@b-quik.com
บี-ควิก เป็นผู้เชี่ยวชาญในการให้บริการ ยาง ซ่อมบำรุงระบบเบรก แบตเตอรี่ โช้คอัพ ช่วงล่าง ระบบแอร์รถยนต์ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง และซ่อมรอยแตกกระจกรถยนต์
Copyright 2025 All right reserved B-Quik.com